search
notification
cart

ข่าว DETAILS

Martin Garrix ปิดตำนานไตรภาคด้วย “Origo”

28 October, Tuesday 856
ทั่วไปMartin GarrixOrigo

โปรดิวเซอร์ชาวดัตช์ Martin Garrix ปล่อยอีพีใหม่ชื่อว่า Origo ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของไตรภาคที่เริ่มจาก Sentio (2022) และต่อด้วย IDEM (2024) โดย Origo วางจำหน่ายผ่านค่าย STMPD RCRDS ในเดือนตุลาคม 2025 และประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 8 เพลงที่สะท้อนพัฒนาการของซาวด์ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา

Martin Garrix อธิบายว่า Origo คือโปรเจกต์ที่ “เชื่อมโยงทุกจุดเข้าด้วยกัน และพาคุณย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”

ชื่อ Origo มาจากภาษาละติน แปลว่า “จุดเริ่มต้น” ซึ่งสื่อถึงการกลับมาสู่แนวดนตรีคลับที่เป็นรากฐานของเขา เขากล่าวว่า “ผมเริ่มต้นจากดนตรีคลับ และอีพีนี้สะท้อนเส้นทางทั้งหมดของผม ก่อนจะก้าวต่อไปสู่สิ่งใหม่”

อีพี Origo ถือเป็นบทสรุปของสิ่งที่ Martin Garrix เรียกว่า “ยุคแห่งดนตรีคลับ” ทั้งสามโปรเจกต์ในซีรีส์นี้รวบรวมเพลงที่ได้รับการขอจากแฟน ๆ มากที่สุดและการร่วมงานกับศิลปินต่าง ๆ

Sentio เป็นการเปิดตัวแนวคิดในการรวมเพลงจากเซตเฟสติวัลที่ยังไม่เคยปล่อยออกมาให้กลายเป็นอัลบั้มเต็ม

ต่อมา IDEM สานต่อแนวทางนั้นผ่านสไตล์ Progressive ที่มีความละเมียดละไมมากขึ้น และ Origo คือบทสรุปที่รวมทั้งการร่วมงานที่แฟน ๆ เฝ้ารอและแนวทางใหม่ ๆ ทางด้านจังหวะและโครงสร้างเพลง


อีพีนี้ประกอบด้วยเพลงเด่นอย่าง

“Our Time” กับ Afrojack, David Guetta และ Amél

“Inside Our Hearts” กับ Alesso และ Shaun Farrugia

“Butterflies” กับ Matisse & Sadko และ BARBZ

รวมถึง “Set Me Free” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Garrix ทดลองแนว Drum & Bass ร่วมกับ Arcando และ Bonn

และ “Sleepless Nights” การร่วมงานที่แฟน ๆ รอคอยกับ Armin van Buuren และ Libby Whitehouse

เพลงทั้งหมดนี้ถูกเปิดเล่นในงานใหญ่ระดับโลกอย่าง Ultra Music Festival, Tomorrowland และ Ushuaïa Ibiza ก่อนจะรวมไว้ใน Origo

การร่วมงานแต่ละเพลงสะท้อนช่วงต่าง ๆ ของเส้นทางดนตรี Garrix

การทำเพลงกับ Afrojack และ Guetta คือการรวมตัวของสามเจเนอเรชันโปรดิวเซอร์สายเมนสเตจ

ในขณะที่ “Inside Our Hearts” เป็นการสานต่อการร่วมงานกับ Shaun Farrugia ผู้เป็นที่รู้จักจากเพลงปิดเซตสุดอบอุ่นของเขา

ส่วน “Set Me Free” แสดงให้เห็นถึงการทดลองซาวด์ใหม่ ๆ กับจังหวะที่เร็วกว่าเดิม

มากกว่าการรวมเพลงหรือคอลลาบอเรชัน Origo คือบทสรุปของยุคหนึ่ง

Martin Garrix กล่าวไว้ว่า “อีพีนี้เป็นการปิดฉากยุคของเพลงที่เน้นซาวด์คลับ และเป็นการยกย่องรากเหง้าทางดนตรีที่เริ่มต้นจาก Animals ในปี 2013”

โดยวลีภาษาละตินที่เชื่อมโยงทั้งสามอีพี sentio idem ex origo แปลได้ว่า “ผมยังคงรู้สึกเหมือนเดิมตั้งแต่วันเริ่มต้น” — สื่อถึงการเติบโตโดยไม่ลืมจุดเริ่มต้นของตัวเอง

สำหรับแฟนเพลงที่ติดตามมาตั้งแต่ต้น Origo คือการปิดฉากหนึ่งบทของ Martin Garrix และเป็นการเปิดทางให้เขาได้ทดลองสิ่งใหม่ในอนาคต

การปล่อยเพลงที่แฟน ๆ รอคอยมายาวนานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ให้เขาได้พัฒนางานต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์แนวแต่งเพลง การทดลองเทมโปใหม่ ๆ หรือการร่วมงานกับศิลปินนอกวงการเฟสติวัล

Origo คือสะพานที่เชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคตของ Martin Garrix อย่างแท้จริง

(0)
(0)

อยากร่วมสนทนาไหม?

เข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียนเพื่อแสดงความคิดเห็น