โปรดิวเซอร์ชาวดัตช์ Martin Garrix ปล่อยอีพีใหม่ชื่อว่า Origo ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของไตรภาคที่เริ่มจาก Sentio (2022) และต่อด้วย IDEM (2024) โดย Origo วางจำหน่ายผ่านค่าย STMPD RCRDS ในเดือนตุลาคม 2025 และประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 8 เพลงที่สะท้อนพัฒนาการของซาวด์ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา
Martin Garrix อธิบายว่า Origo คือโปรเจกต์ที่ “เชื่อมโยงทุกจุดเข้าด้วยกัน และพาคุณย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง”
ชื่อ Origo มาจากภาษาละติน แปลว่า “จุดเริ่มต้น” ซึ่งสื่อถึงการกลับมาสู่แนวดนตรีคลับที่เป็นรากฐานของเขา เขากล่าวว่า “ผมเริ่มต้นจากดนตรีคลับ และอีพีนี้สะท้อนเส้นทางทั้งหมดของผม ก่อนจะก้าวต่อไปสู่สิ่งใหม่”
อีพี Origo ถือเป็นบทสรุปของสิ่งที่ Martin Garrix เรียกว่า “ยุคแห่งดนตรีคลับ” ทั้งสามโปรเจกต์ในซีรีส์นี้รวบรวมเพลงที่ได้รับการขอจากแฟน ๆ มากที่สุดและการร่วมงานกับศิลปินต่าง ๆ
Sentio เป็นการเปิดตัวแนวคิดในการรวมเพลงจากเซตเฟสติวัลที่ยังไม่เคยปล่อยออกมาให้กลายเป็นอัลบั้มเต็ม
ต่อมา IDEM สานต่อแนวทางนั้นผ่านสไตล์ Progressive ที่มีความละเมียดละไมมากขึ้น และ Origo คือบทสรุปที่รวมทั้งการร่วมงานที่แฟน ๆ เฝ้ารอและแนวทางใหม่ ๆ ทางด้านจังหวะและโครงสร้างเพลง
อีพีนี้ประกอบด้วยเพลงเด่นอย่าง
“Our Time” กับ Afrojack, David Guetta และ Amél
“Inside Our Hearts” กับ Alesso และ Shaun Farrugia
“Butterflies” กับ Matisse & Sadko และ BARBZ
รวมถึง “Set Me Free” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Garrix ทดลองแนว Drum & Bass ร่วมกับ Arcando และ Bonn
และ “Sleepless Nights” การร่วมงานที่แฟน ๆ รอคอยกับ Armin van Buuren และ Libby Whitehouse
เพลงทั้งหมดนี้ถูกเปิดเล่นในงานใหญ่ระดับโลกอย่าง Ultra Music Festival, Tomorrowland และ Ushuaïa Ibiza ก่อนจะรวมไว้ใน Origo
การร่วมงานแต่ละเพลงสะท้อนช่วงต่าง ๆ ของเส้นทางดนตรี Garrix
การทำเพลงกับ Afrojack และ Guetta คือการรวมตัวของสามเจเนอเรชันโปรดิวเซอร์สายเมนสเตจ
ในขณะที่ “Inside Our Hearts” เป็นการสานต่อการร่วมงานกับ Shaun Farrugia ผู้เป็นที่รู้จักจากเพลงปิดเซตสุดอบอุ่นของเขา
ส่วน “Set Me Free” แสดงให้เห็นถึงการทดลองซาวด์ใหม่ ๆ กับจังหวะที่เร็วกว่าเดิม
มากกว่าการรวมเพลงหรือคอลลาบอเรชัน Origo คือบทสรุปของยุคหนึ่ง
Martin Garrix กล่าวไว้ว่า “อีพีนี้เป็นการปิดฉากยุคของเพลงที่เน้นซาวด์คลับ และเป็นการยกย่องรากเหง้าทางดนตรีที่เริ่มต้นจาก Animals ในปี 2013”
โดยวลีภาษาละตินที่เชื่อมโยงทั้งสามอีพี sentio idem ex origo แปลได้ว่า “ผมยังคงรู้สึกเหมือนเดิมตั้งแต่วันเริ่มต้น” — สื่อถึงการเติบโตโดยไม่ลืมจุดเริ่มต้นของตัวเอง
สำหรับแฟนเพลงที่ติดตามมาตั้งแต่ต้น Origo คือการปิดฉากหนึ่งบทของ Martin Garrix และเป็นการเปิดทางให้เขาได้ทดลองสิ่งใหม่ในอนาคต
การปล่อยเพลงที่แฟน ๆ รอคอยมายาวนานครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ให้เขาได้พัฒนางานต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์แนวแต่งเพลง การทดลองเทมโปใหม่ ๆ หรือการร่วมงานกับศิลปินนอกวงการเฟสติวัล
Origo คือสะพานที่เชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคตของ Martin Garrix อย่างแท้จริง
วงเกาหลี Krapow Korean Song ปล่อยเพลง "Krapow" ผสมจังหวะสามช...