Tomorrowland ไม่ใช่แค่งานเทศกาลดนตรีเท่านั้น แต่เป็นจุดหมายที่แฟนเพล EDM ทั่วโลกอยากไปให้ได้สักครั้ง งานนี้จัดครั้งแรกในปี 2005 ที่เมือง Boom ประเทศเบลเยียม เริ่มจากคนเข้าร่วมเพียง 9,000 คนเท่านั้น โดยผู้ก่อตั้งคือ Manu และ Michiel Beers ภายใต้บริษัท We Are One World ร่วมกับ ID&T Belgium ซึ่งเป็นบริษัทจัดงานชื่อดังในตอนนั้น

ครั้งแรกของ Tomorrowland ก็เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่างานนี้จะเติบโตแค่ไหน ศิลปินที่ขึ้นแสดงมีทั้ง Armin van Buuren, Push (M.I.K.E.), Ferry Corsten, Technoboy, Coone, Yves Deruyter, Sven Väth, Sasha และ Justice เวทีต่างๆ ถูกสร้างขึ้นในสวนสาธารณะ De Schorre มีทั้งแนว trance, hardstyle, techno และ house แม้งานจะเล็ก แต่ก็โดดเด่นเรื่องการจัดตกแต่ง บรรยากาศ และความตั้งใจของทีมงาน
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Tomorrowland ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2011 งานเริ่มจัดงาน 3 วันเต็ม ในปี 2014 ขยายเป็น 2 สัปดาห์ มีคนร่วมงานกว่า 500,000 คน และในปี 2022 ขยายเป็น 3 สัปดาห์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 600,000 คน กลายเป็นหนึ่งในงานเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกปีมีคนจากกว่า 200 ประเทศเข้าร่วมมากกว่า 400,000 คน ซึ่งบัตรมักขายหมดภายในไม่กี่นาที และคนส่วนใหญ่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าหลายเดือนเพื่อให้ได้สิทธิ์ซื้อบัตร
สิ่งที่ทำให้ Tomorrowland ไม่เหมือนงานอื่นคือรายละเอียดของการจัดงาน โดยในทุกๆปีจะมีธีมใหม่ตลอดทุกปี โดยในปี 2024 คือ "LIFE" ซึ่งเป็นเรื่องราวก่อนหน้าในธีม "Elixir of Life" ในปี 2016 เวที Mainstage ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้ น้ำไหล หิน และหอคอยเรืองแสง ทุกอย่างเชื่อมโยงกับเพลงที่เล่นบนเวที และดีไซน์เวทีจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวันและคืน

นอกจาก Mainstage แล้ว Tomorrowland ยังมีเวทีทั้งหมด 16 เวที แต่ละเวทีมีแนวเพลงและบรรยากาศต่างกัน เช่น

นอกจากเวทีที่กล่าวมา ยังมีเวทีอื่นๆอีก เช่น The Rose Garden, Crystal Garden, Youphoria, Cage และ Rave Cave โดยแต่ละเวทีมีดีไซน์และแนวเพลงเฉพาะตัว ทั้ง hardstyle, bass, progressive house และ trance เอาไว้ให้ชาว Rave ได้เลือกคัดสรรค์กันได้ตามใจชอบ!


ศิลปินระดับโลกที่ขึ้นเล่นในปี 2024 มีมากกว่า 600 คน ตลอดทั้ง 3 วัน เช่น Martin Garrix, David Guetta, Armin van Buuren, Tiësto, Hardwell, Charlotte de Witte, Amelie Lens, Dimitri Vegas & Like Mike และ Tale of Us เวทีต่างๆ เริ่มเล่นตั้งแต่บ่ายจนถึงเที่ยงคืน โดยมี Set times และ Show ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเวที
Tomorrowland ไม่เป็นเพียงเทศกาล EDM ปกติๆ ทั่วไป แต่ยังรวมถึงบรรยากาศโดยรอบ DreamVille คือพื้นที่พักของงาน มีทั้งเต็นท์ ที่พักแบบกระท่อม เลาจ์ และแคมป์ธีมต่างๆ ภายในมีตลาดอาหาร ร้านกาแฟ โซนดูแลสุขภาพ และงานชื่อ The Gathering ที่จัดคืนก่อนเริ่มงาน หลายคนบอกว่า DreamVille เป็นเหมือนอีกงานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว



สำหรับคนที่มาจากนอกยุโรป สามารถซื้อแพ็กเกจ Global Journey ที่รวมตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถรับส่ง และบัตรเข้างานไว้ครบ ยังรวมบัตรเดินทางสาธารณะและรถรับส่งจากสนามบิน เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับคนที่เดินทางจากต่างประเทศ

แม้คนที่ไม่ได้ไป Tomorrowland ด้วยตัวเองก็ยังมีทางสัมผัสบรรยากาศได้ เพราะมีถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มของงาน ทั้งเวที Mainstage, Freedom, Atmosphere และเวทีอื่นๆ รวมถึง One World Radio สถานีวิทยุออนไลน์ของ Tomorrowland ที่มีทั้งสัมภาษณ์และมิกซ์เพลงจากศิลปินต่างๆ ก่อน ระหว่าง และหลังจบงาน
สิ่งที่ทำให้ Tomorrowland เป็นมากกว่างานเทศกาล คือความทรงจำ ธงชาติหลากหลาย เสียเพลงที่ร้องด้วยกัน และกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนจากทั่วโลกมาพบกัน เกิดมิตรภาพใหม่ๆ และมีความทรงจำที่เชื่อมโยงกับดนตรีและสถานที่ เมือง Boom จึงกลายเป็นจุดนัดพบของคนที่อาจไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน
จากงานเล็กๆ ที่มีคน 9,000 คน สู่ชื่อเสียงระดับโลก Tomorrowland สร้างชื่อด้วยความตั้งใจ รายละเอียด และความสม่ำเสมอ สำหรับบางคน การได้ไปสักครั้งคือความฝัน สำหรับบางคนคือธรรมเนียมทุกปี ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ชื่อ Tomorrowland คือสิ่งที่มากกว่างานปาร์ตี้ เพราะมันคือการรวมตัวของคนจากทั่วโลกที่มีดนตรีเป็นตัวเชื่อมโยง
S2O SONGKRAN MUSIC FESTIVAL คาดว่าจะมีคนไทยเข้าร่วมงานมากกว่...