ศาลเยอรมันตัดสิน Suno ละเมิดลิขสิทธิ์ ซ้อนด้วยข้อมูลหลุด 55.3 ล้านบัญชีที่เผยเบื้องหลังการดูดเพลงมหาศาล
Suno บริษัทผลิตเพลงด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จากสหรัฐ แพ้คดีลิขสิทธิ์ครั้งสำคัญ เมื่อศาลเมืองมิวนิกของเยอรมนีตัดสินวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ว่าบริษัทละเมิดลิขสิทธิ์เพลงในสังกัด GEMA องค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงของเยอรมนี สื่อหลายสำนักรายงานว่านี่คือคำตัดสินแรกของศาลในยุโรปที่ชี้ว่าระบบ AI สร้างเพลงละเมิดลิขสิทธิ์จากการเทรนโมเดล และคำตัดสินนี้มาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากข้อมูลที่แฮกเกอร์เจาะจากระบบ Suno ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ จนเห็นเบื้องหลังการดูดข้อมูลเพลงมหาศาลของบริษัท
คดีนี้ GEMA ยกเพลงเป็นหลักฐานทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่ Forever Young กับ Big in Japan ของ Alphaville, Mambo No. 5 ของ Lou Bega รวมถึง Atemlos durch die Nacht, Daddy Cool และ Rasputin โดยศาลพบว่าเพลงทั้ง 6 ยังสร้างซ้ำออกมาได้จากโมเดล v3.5 และ v4 ของ Suno
หัวใจของคำตัดสินอยู่ที่คำว่า memorize พูดง่ายๆ คือโมเดลจำเพลงต้นฉบับไว้จนสร้างซ้ำออกมาได้ ศาลเห็นว่าแบบนี้นับเป็นการทำซ้ำตามมาตรา 16 ของกฎหมายลิขสิทธิ์เยอรมัน และปฏิเสธข้อต่อสู้ของ Suno ที่อ้างข้อยกเว้น text-and-data-mining หรือการดึงข้อมูลไปวิเคราะห์ ศาลยังชี้ด้วยว่าการเทรนโมเดลบนเพลงของ GEMA ที่ทำในสหรัฐ รวมถึงการเก็บและทำซ้ำในยุโรป ผิดทั้งกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐและเยอรมัน
ผลคือ Suno ต้องหยุดทำซ้ำเพลงทั้ง 6 โดยไม่มีไลเซนส์ หยุดใช้เพลงเหล่านี้เทรนโมเดล และต้องเปิดเผยรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด เพื่อให้ศาลนำไปคำนวณค่าเสียหายต่อไป ฝั่ง Suno ออกคำชี้แจงว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน และกำลังพิจารณาทางเลือก รวมถึงการอุทธรณ์
นี่เป็นคดี AI คดีที่สองที่ GEMA ชนะในเยอรมนี ต่อจากคดีที่ฟ้อง OpenAI เรื่องเนื้อเพลงก่อนหน้านี้

ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือนกรกฎาคม แฮกเกอร์ที่ไม่เปิดเผยตัวตนแชร์ข้อมูลที่เจาะได้จากระบบของ Suno ให้สำนักข่าว 404 Media โดยการเจาะระบบเกิดขึ้นราวเดือนพฤศจิกายน 2025 แต่เพิ่งเป็นข่าวสาธารณะรอบนี้ ส่วน Have I Been Pwned เว็บตรวจสอบข้อมูลหลุด นำข้อมูลชุดนี้เข้าระบบวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 และพบอีเมลไม่ซ้ำกันมากถึง 55.3 ล้านบัญชี
ข้อมูลที่หลุดมีตั้งแต่ชื่อ ที่อยู่ อีเมล เบอร์โทร ประวัติการซื้อ เลขบัตรจ่ายเงินบางส่วนพร้อมวันหมดอายุ ไปจนถึง source code ภายในของบริษัท และแฮกเกอร์ยังเข้าถึงข้อมูลการจ่ายเงินผ่าน Stripe ของลูกค้าอีกหลายแสนราย
ส่วนที่กระทบวงการเพลงโดยตรงคือ source code จากช่วงปี 2023-2024 ที่มีชุดคำสั่งดูดเพลงและเนื้อเพลงจาก YouTube Music, Deezer, Genius, Pond5, Jamendo, Freesound และ IMSLP รวมถึง podcast ผ่าน RSS โดยไฟล์หนึ่งในโค้ดระบุว่า Suno ดูดจาก YouTube Music แพลตฟอร์มเดียวไปแล้ว 2,013,545 คลิปเพลง และยังมีโค้ดค้นหาเวอร์ชัน a capella บน YouTube เพื่อแยกเสียงร้องออกมาใช้อีกด้วย
โฆษกของ Suno บอกสื่อว่าเหตุการณ์นี้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับ source code เก่าและข้อมูลผู้ใช้จำนวนจำกัด และบริษัทตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องแจ้งผู้ใช้รายบุคคลตามกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผลวิเคราะห์ของ Have I Been Pwned พบข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากในชุดข้อมูลที่หลุด
เรื่องนี้ตามมาด้วยคดี class action หรือการฟ้องแบบกลุ่ม 2 คดีที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ เขตรัฐ Massachusetts รัฐที่ Suno ตั้งสำนักงานใหญ่ โจทก์คือผู้ใช้ Suno สองราย Frank Rugnetta และ Alec Pilavian โดยคดีของ Alec Pilavian ยื่นวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ขอสถานะตัวแทนผู้ใช้ในสหรัฐทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ คำฟ้องชี้ว่า Suno รู้เรื่องการเจาะระบบตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 แต่ไม่แจ้งผู้ใช้ จนผู้ใช้มารู้เองตอนข่าวออกเดือนกรกฎาคม 2026 พร้อมเรียกค่าเสียหายและขอให้ศาลสั่ง Suno จัดบริการเฝ้าระวังเครดิตให้ผู้เสียหายในคดีอย่างน้อย 10 ปี
Music Business Worldwide ยังรายงานว่า source code ที่หลุดอาจกลายเป็นหลักฐานเสริมให้ฝั่ง Universal Music Group และ Sony Music ในคดีที่ค่ายเพลงใหญ่ฟ้อง Suno ที่ศาลบอสตันมาตั้งแต่ปี 2024 โดยคดีนั้น Suno สู้ด้วยหลัก fair use ที่อ้างว่าเป็นการใช้งานโดยชอบ ขณะที่ Warner Music เลือกจบกับ Suno ด้วยดีลไลเซนส์พร้อมถือหุ้นไปแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025
Like Mike พักทัวร์เพราะปัญหาสุขภาพ ถอนตัวจาก Tomorrowland 20...